This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
7 หุ้นรพ ที่น่าสนใจในปี 2569: ตัวจัดอันดับประเภท Defensive Stock
ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยได้ส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นรพ ซึ่งแม้จะประสบความผันผวน แต่ยังคงได้รับความสนใจจากนักลงทุนที่มองหาการลงทุนในระยะยาวที่มีความเสถียร ในปี 2569 นี้ หุ้นรพ ยังคงเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมความมั่นคงให้กับพอร์ตการลงทุน เพราะธุรกิจโรงพยาบาลเป็นบริการที่จำเป็นต่อสังคมทุกช่วงเศรษฐกิจ
เหตุใดหุ้นรพ จึงเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการความมั่นคง
ความดึงดูดใจของหุ้นรพ นอกจากมาจากความเป็น Defensive Stock แล้ว ยังมาจากลักษณะธุรกิจที่มีรายได้สม่ำเสมอ เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่น โรงพยาบาลต้องใช้เงินลงทุนครั้งเดียวในการสร้างอาคารและซื้อเครื่องมือแพทย์ แต่หลังจากนั้นจะเกิดกระแสเงินสดทั่วไปเนื่องจากการให้บริการรักษาผู้ป่วยที่ต่อเนื่อง ซึ่งแตกต่างจากธุรกิจอื่นที่ต้องลงทุนสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อรักษาอัตรากำไร
นอกจากนี้ แม้ตลาดหุ้นจะตกต่ำ หุ้นรพ ก็ไม่ได้ร่วงลงอย่างหนัก เพราะความต้องการทางการแพทย์คงที่ตลอดเวลา ในขณะเดียวกัน เมื่อตลาดดีขึ้น หุ้นรพ ก็อาจไม่พุ่งขึ้นเร็วเท่าหุ้นอื่น แต่ความมั่นคงนี้คือสิ่งที่นักลงทุนที่มองหากำไรระยะยาวต้องการ
วิธีคัดเลือกหุ้นรพ: ดูประเภทลูกค้าและตัวเลขทางการเงิน
ก่อนตัดสินใจลงทุนในหุ้นรพ สิ่งแรกที่ต้องเข้าใจคือ แต่ละโรงพยาบาลมีกลยุทธ์ต่างกัน และลูกค้าเป้าหมายที่แตกต่างกัน
ประเภทที่หนึ่ง: โรงพยาบาลที่เน้นลูกค้าต่างชาติ กลุ่มนี้ได้แก่ BDMS, BH, BCH ซึ่งให้ความสำคัญกับผู้ป่วยต่างชาติและการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ข้อดีคือมีความสามารถในการเรียกเก็บค่าบริการในราคาสูง แต่ความเสี่ยงคือขึ้นอยู่กับสภาวะเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ที่เป็นแหล่งจ่ายลูกค้า เช่น หากเศรษฐกิจในยุโรปหรือกลุ่มประเทศมั่งคั่งหดตัว ก็อาจส่งผลต่อจำนวนผู้ป่วยต่างชาติ
ประเภทที่สอง: โรงพยาบาลที่เน้นลูกค้าในประเทศ กลุ่มนี้ ได้แก่ VIBHA, CHG, PR9 ซึ่งหาบริการให้กับผู้ป่วยไทยโดยหลัก ความดีของประเภทนี้คือรายได้มีเสถียรภาพสูง เพราะยังคงมีผู้ป่วยไทยตลอดเวลา แต่ความสามารถในการเพิ่มรายได้อาจช้ากว่ากลุ่มแรก
เมื่อเลือกประเภทได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือศึกษาตัวเลขทางการเงิน ตัวชี้วัดสำคัญ 2 ตัวที่ไม่ควรมองข้าม ได้แก่:
P/E Ratio (Price-to-Earnings): แสดงความสัมพันธ์ระหว่างราคาหุ้นกับกำไรต่อหุ้น P/E ต่ำแสดงว่าหุ้นมีราคาถูกเมื่อเทียบกับกำไร แต่ก็ต้องตรวจสอบว่าเพราะเหตุใดราคาถึงต่ำ บางครั้งอาจเป็นเพราะโรงพยาบาลมีปัญหาหรือคาดการณ์ว่าผลประกอบการจะลดลง
ROE (Return on Equity): วัดประสิทธิภาพของโรงพยาบาลในการสร้างกำไรจากทุนของผู้ถือหุ้น ROE สูงแสดงว่าบริษัทใช้เงินทุนได้มีประสิทธิภาพ โดยปกติ ROE ที่ดีสำหรับหุ้นรพ ควรอยู่ในช่วง 10-20% ขึ้นไป
7 ตัวหุ้นโรงพยาบาล ที่มีศักยภาพสูงสุดในปี 2569
1. BDMS - ผู้นำระดับภูมิภาคในการให้บริการการแพทย์
บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ เป็นกลุ่มโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย มีโรงพยาบาลในครอบครัวอย่าง โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ในไทย และโรงพยาบาลในต่างประเทศเช่น อูลานบาตอร์ซองโด ประเทศมองโกเลีย นอกจากนี้ยังมีศูนย์การแพทย์จำนวนมากในประเทศพม่า ตั้งอยู่ต่างจังหวัด และโฟกัสไปที่ผู้ป่วยต่างชาติ
ความเด่นของ BDMS คือแผนการขยายธุรกิจในระยะกลางและยาว โดยการเพิ่มจำนวนเตียง สร้างศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง และขยายฐานลูกค้าต่างประเทศ ซึ่งคาดว่าจะสนับสนุนการเติบโตต่อเนื่องของผลประกอบการ
2. BH - จุดแข็งในการดึงดูดลูกค้าต่างชาติ
โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ถือเป็นหนึ่งในโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำที่มีสัดส่วนผู้ป่วยต่างชาติสูงกว่าคนไทย ตั้งแต่ปี 2527 จนถึงปัจจุบัน บริษัทได้สร้างชื่อเสียงในการให้บริการแพทย์คุณภาพสูง
แผนการขยายในปีนี้ประกอบด้วยการปรับเพิ่มค่าบริการสำหรับโรคที่ซับซ้อน และขยายพื้นที่ให้บริการเพื่อรองรับผู้ป่วยต่างชาติจำนวนมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการเติบโตของการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์
3. BCH - ผู้นำตลาดในกลุ่มโรงพยาบาลเอกชน
บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล มีมูลค่าตามราคาตลาดสูงสุดในอุตสาหกรรมสุขภาพ ตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อปี 2512 มีโรงพยาบาลในเครือ 15 แห่ง และโพลีคลินิก 2 แห่ง ตั้งอยู่ในกรุงเทพ ต่างจังหวัด และสปป.ลาว
สิ่งที่น่าสนใจคือ บล.กรุงศรีได้ปรับเพิ่มคำแนะนำให้ “ซื้อ” หุ้น BCH โดยคาดการณ์ว่ากำไรสุทธิจะเติบโต 23% เมื่อเทียบกับปีก่อน
4. RAM - ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคเฉพาะทาง
โรงพยาบาลรามคำแหง มีชื่อเสียงในการรักษาโรคหัวใจ สมอง กระดูก และศัลยกรรมขั้นสูง ตั้ง ณ ทำเลที่มีความหนาแน่นของประชากรสูง ทำให้มีฐานผู้ป่วยเงินสดและประกันสุขภาพที่มั่นคง
จุดเด่นคือการเน้นเฉพาะด้านการรักษาโรคซับซ้อนที่ให้ margin สูง แม้ไม่ขยายสาขาเชิงรุกเหมือนกลุ่มโรงพยาบาลใหญ่ แต่ยังคงรักษาความเสถียรของผลประกอบการในระยะยาว
5. VIBHA - โอกาสเติบโตจากการสมฉันท์ของตลาด
บริษัท โรงพยาบาลวิภาวดี ให้บริการโรงพยาบาลทั่วไป ตั้งแต่ปี 2519 โดยโฟกัสที่การให้บริการรักษาแบบนอนหลับ และรับผู้ป่วยที่ค้างคืน
นักวิเคราะห์จากหยวนต้าได้แนะนำการ “ซื้อ” หุ้น VIBHA โดยมองว่าแนวโน้มปี 2569 สดใส จากการคลายกังวลเรื่องการคำนึงถึงประกันสังคม และการขยายธุรกิจใหม่ที่จะสร้างรายได้เพิ่มเติม
6. CHG - การขยายตัวแบบมีแผน
บริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ ประกอบกิจการโรงพยาบาลเอกชนตั้งแต่ปี 2529 ปัจจุบันมีบริษัทย่อย 12 บริษัท และมีสาขาโรงพยาบาล คลินิก รวมทั้งหมด 15 แห่ง
แผนขยายสาขาและเพิ่มจำนวนเตียงเพื่อรองรับความต้องการบริการทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่ที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเน้นที่ผู้ป่วยเงินสด 65-70%
7. PR9 - ศูนย์กลางการแพทย์ขั้นภูมิภาค
บริษัท โรงพยาบาลพระรามเก้า ตั้งมุ่งหมายให้เป็นศูนย์รวมดูแลสุขภาพที่ทันสมัยและเชื่อถือได้ ตั้งแต่ปี 2532 โดยให้บริการแก่ผู้รับบริการทั่วไปในประเทศไทยเป็นหลัก แต่ยังครอบคลุมลูกค้าจากต่างประเทศเช่น ประเทศจีน พม่า ลาว และกัมพูชา
PR9 ลงทุนในเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัย และพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น 9 CARE platform เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ป่วย นอกจากนี้ยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับแพทย์และโรงเรียนแพทย์ในประเทศไทย
ตารางเปรียบเทียบหุ้นรพ ทั้ง 7 ตัว
ปัจจัยที่ทำให้หุ้นรพ โดดเด่นในสายตานักลงทุน
1. ธุรกิจที่ปลอดภัยและมีรายได้สม่ำเสมอ การเดินทางอย่างต่อเนื่องของผู้ป่วยมาใช้บริการหมายถึงการเกิดรายได้อย่างสม่ำเสมอ ไม่เหมือนธุรกิจที่ต้องพึ่งพาความนิยมเฉพาะขณะ หลังจากเลิกระยะบูม ธุรกิจโรงพยาบาลจะยังคงมีรายได้คงที่ มีค่าเสื่อมลงค่อยเป็นค่อยไป
2. ความปลอดภัยในการลงทุน เป็นหุ้น Defensive Stock ที่ไม่ไหวตามการเปลี่ยนแปลงของตลาดหุ้นที่รุนแรง ในขณะตลาดร่วงลง หุ้นรพ ก็ไม่ร่วงลงมากนัก ขณะตลาดขึ้น ก็ไม่พุ่งทะลุฟ้า แต่ก็พอพอ เป็นการลงทุนที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสะสมความมั่งคั่งในระยะยาว
3. ฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง จากกระแสเงินสดที่ต่อเนื่อง โรงพยาบาลจึงสามารถคืนทุนได้เร็ว และมีความสามารถในการสร้างปันผลให้ผู้ถือหุ้น นอกจากนี้ยังมีโอกาสในการขยายธุรกิจหรือเข้าธุรกิจใหม่เพิ่มเติม
คำแนะนำสำหรับการเลือกลงทุนในหุ้นรพ
ศึกษาประวัติและความโดดเด่นของโรงพยาบาล ทำความเข้าใจว่าโรงพยาบาลนี้มีความเชี่ยวชาญเรื่องอะไร เน้นลูกค้าประเภทใด โรงพยาบาลทั่วไปกับโรงพยาบาลเฉพาะทางมีผลต่อเสถียรภาพของรายได้ต่างกัน
วิเคราะห์ตัวเลขทางการเงิน นอกจาก P/E และ ROE แล้ว ควรดู Debt-to-Equity ratio เพื่อศึกษาความเสี่ยงด้านการเงิน และ Dividend Yield เพื่อหาหุ้นที่มีนโยบายจ่ายปันผล
ติดตามข่าวเกี่ยวกับนโยบายด้านสุขภาพ ปัจจัยภายนอกเช่น นโยบายประกันสังคม ค่าใช้จ่ายการแพทย์ และการเข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อมอาจส่งผลต่อการทำงาน
รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ หากไม่มั่นใจ ควรปรึกษานักวิเคราะห์หุ้นหรือที่ปรึกษาการเงิน ผู้มีประสบการณ์ในสาขาการเงินและการแพทย์
สรุป
หุ้นรพ ในปี 2569 ยังเป็นตัวเลือกที่สมควรสำหรับนักลงทุนที่ต้องการธุรกิจที่มีรายได้สม่ำเสมอและความเสี่ยงต่ำ 7 ตัวที่กล่าวมาทั้งหมดมีจุดเด่นและศักยภาพในการเติบโตตามนั้น แม้ว่าแต่ละตัวจะมีลักษณะและกลยุทธ์ต่างกัน
หากคุณมองหา หุ้นรพ ที่โฟกัสลูกค้าต่างชาติและมีศักยภาพการเติบโตสูง ตัวจัดอันดับเช่น BDMS และ BH จะเป็นทางเลือกที่ดี หรือหากชื่นชอบการลงทุนแบบสะสมทีละน้อยกับ หุ้นรพ ที่ราคาถูกกว่า VIBHA หรือ CHG ก็อาจตอบโจทย์ได้เช่นกัน ส่วน RAM และ PR9 เหมาะสำหรับผู้ที่ศรัทธาในรูปแบบการให้บริการและกลยุทธ์เฉพาะของแต่ละโรงพยาบาล
คำสำคัญคือ ความเข้าใจลักษณะของโรงพยาบาลแต่ละตัว การศึกษาตัวเลขทางการเงิน และการติดตามแนวโน้มในอุตสาหกรรม จะช่วยให้นักลงทุนสามารถตัดสินใจลงทุนในหุ้นรพ ได้อย่างรอบคอบและเชื่อมั่น