บทนำการวิเคราะห์แผนภูมิแท่งเทียน: เข้าใจวิธีอ่านกราฟแท่งเทียนหลัก ๆ เพื่อประเมินแนวโน้มตลาดอย่างรวดเร็ว

เทคนิคแท่งเทียน หรือที่เรียกว่ากราฟแท่งเทียน เป็นเครื่องมือพื้นฐานและสำคัญที่สุดในวิเคราะห์ทางเทคนิค ไม่ว่าจะเป็นการเทรดระยะสั้นหรือการลงทุนระยะยาว การเรียนรู้การอ่านกราฟแท่งเทียนเป็นทักษะที่เทรดเดอร์จำเป็นต้องมี บทความนี้จะอธิบายลึกเกี่ยวกับหลักการสร้างกราฟแท่งเทียน ความหมายของรูปแบบต่างๆ รวมถึงเทคนิคการวิเคราะห์ที่ใช้งานได้จริง เพื่อช่วยให้คุณสามารถตัดสินใจแน่นอนเหมือนเทรดเดอร์มืออาชีพ

กราฟแท่งเทียนคืออะไร? โครงสร้างพื้นฐานของแท่งเทียน

กราฟแท่งเทียนแสดงแนวโน้มราคาตลาดในช่วงเวลาหนึ่ง โดยใช้ราคาสี่จุดคือ ราคาเปิด, ราคาปิด, ราคาสูงสุด และ ราคาต่ำสุด ซึ่งถ่ายทอดอารมณ์ตลาดและจิตวิทยาของเทรดเดอร์ผ่านสีและรูปแบบ

โครงสร้างของแท่งเทียนประกอบด้วยสองส่วนหลัก:

ตัวแท่งเทียน (K-line body) คือพื้นที่สี่เหลี่ยมของแท่งเทียน ซึ่งสีจะเปลี่ยนตามการเปลี่ยนแปลงของราคา เมื่อราคาปิดสูงกว่าราคาเปิด ตัวแท่งจะเป็นสีแดง (หรือเขียวในบางตลาด) เรียกว่าดีดตัวขึ้น (Bullish) เมื่อราคาปิดต่ำกว่าราคาเปิด ตัวแท่งจะเป็นสีเขียว (หรือแดงในบางตลาด) เรียกว่าดีดตัวลง (Bearish) สีของแท่งเทียนในแต่ละตลาดอาจแตกต่างกัน เช่นในตลาดสากลบางแห่ง ดีดตัวขึ้นเป็นสีเขียวและดีดตัวลงเป็นสีแดง

เส้นเงา (Wicks / Shadows) คือเส้นเล็กๆ ที่อยู่บนและล่างของตัวแท่งเทียน เส้นเงาบนเรียกว่าร่างบน (Upper shadow) ซึ่งจุดสูงสุดแสดงราคาสูงสุดในช่วงเวลานั้น เส้นเงาล่างเรียกว่าร่างล่าง (Lower shadow) ซึ่งจุดต่ำสุดแสดงราคาต่ำสุด การสังเกตความยาวของเส้นเงาช่วยวิเคราะห์แรงสนับสนุนหรือแรงกดดันในช่วงเวลานั้น

กราฟแท่งเทียนในช่วงเวลาต่างๆ: รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน

กราฟแท่งเทียนสามารถนำไปใช้ในช่วงเวลาต่างๆ ได้ ซึ่งแต่ละช่วงเวลาสะท้อนลักษณะแนวโน้มของตลาดในช่วงเวลานั้น

แท่งเทียนรายวัน (Daily K-line) แสดงการเคลื่อนไหวของราคาภายในวันเดียวหรือหลายวัน เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ระยะสั้นในการวิเคราะห์แนวโน้มใกล้เคียง การดูแท่งเทียนรายวันช่วยให้จับรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงของราคาได้อย่างรวดเร็วและทำการตัดสินใจได้ทันเวลา

แท่งเทียนรายสัปดาห์ (Weekly K-line) สรุปความผันผวนของราคาตลอดทั้งสัปดาห์ เหมาะสำหรับนักลงทุนระยะกลางในการมองแนวโน้มโดยรวมของหลายสัปดาห์ การวาดเส้นแนวโน้ม (Trendline) ช่วยให้ระบุระดับแนวรับและแนวต้านในระยะยาว

แท่งเทียนรายเดือน (Monthly K-line) สะท้อนความผันผวนในระดับเดือน ซึ่งเหมาะสำหรับนักลงทุนระยะยาวที่เน้นคุณค่าและการวิเคราะห์พื้นฐาน การวิเคราะห์แท่งเทียนรายเดือนร่วมกับข่าวสารพื้นฐานสามารถเปิดเผยกลไกตลาดในเชิงลึกได้มากขึ้น

การเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญ — เทรดเดอร์ระยะสั้นควรสนใจรายละเอียดในรายวัน ขณะที่นักลงทุนระยะยาวควรมองแนวโน้มในรายสัปดาห์หรือรายเดือน

การวิเคราะห์รูปแบบแท่งเทียน: สัญญาณตลาดจากแต่ละรูปแบบ

รูปแบบแท่งเทียนแต่ละแบบแสดงถึงแรงซื้อ-ขายและแนวโน้มในอนาคตที่แตกต่างกัน ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างหลักและความหมายของแต่ละรูปแบบ:

แท่งเทียนสีแดงเต็มตัวไม่มีเส้นเงา: ราคาปิดเท่ากับราคาสูงสุด แสดงว่าตลอดช่วงเวลานั้น ราคาขึ้นต่อเนื่อง ฝั่งซื้อมีอำนาจควบคุมตลาด ราคามีแนวโน้มจะยังคงขึ้นต่อไป

แท่งเทียนสีแดงที่มีเส้นเงาบนและล่างเท่ากัน: แรงซื้อและแรงขายเท่ากันในช่วงเวลานั้น แสดงถึงความสมดุลของแรงซื้อ-ขายในตลาด หากเส้นเงาล่างยาวกว่าหมายความว่ามีแรงสนับสนุนในระดับต่ำสุด แต่แรงขายยังคงมีอำนาจ หากเส้นเงาบนยาวกว่าหมายความว่ามีแรงกดดันในระดับสูงสุดและราคามีแนวโน้มจะถอยหลังเล็กน้อย

แท่งเทียนสีแดงที่มีเส้นเงาบนเท่านั้น: ราคาปิดสูงกว่าราคาเปิด แสดงว่าฝั่งซื้อแข็งแกร่ง แต่ราคาถึงจุดสูงสุดมีแรงต้านจากฝั่งขาย ทำให้ราคาถอยลงเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น

แท่งเทียนสีแดงที่มีเส้นเงาล่างเท่านั้น: ราคาปิดสูงกว่าราคาเปิด แสดงว่าฝั่งซื้อสนับสนุนราคาในระดับต่ำ ทำให้ราคากลับตัวขึ้น แสดงว่ามีแรงซื้อในระดับต่ำและมีโอกาสที่จะขึ้นต่อ

แท่งเทียนสีเขียวเต็มตัวไม่มีเส้นเงา: ราคาปิดเท่ากับราคาต่ำสุด แสดงว่าตลอดช่วงเวลานั้น ราคาลดลงอย่างต่อเนื่อง ฝั่งขายมีอำนาจควบคุมตลาด ราคามีแนวโน้มจะลดลงต่อไป

แท่งเทียนสีเขียวที่มีเส้นเงาบนและล่างเท่ากัน: แรงซื้อและแรงขายเท่ากันในช่วงเวลานั้น แสดงถึงความสมดุลของแรงซื้อ-ขายในตลาด หากเส้นเงาล่างยาวกว่าหมายความว่ามีแรงสนับสนุนในระดับต่ำสุด แต่แรงขายยังคงมีอำนาจ หากเส้นเงาบนยาวกว่าหมายความว่ามีแรงกดดันในระดับสูงสุดและราคามีแนวโน้มจะถอยลง

แท่งเทียนสีเขียวที่มีเส้นเงาบนเท่านั้น: ราคาปิดต่ำกว่าราคาเปิด แสดงว่าฝั่งขายแข็งแกร่ง แม้จะมีการเด้งขึ้นในระดับต่ำ แต่แรงขายยังครองตลาด

แท่งเทียนสีเขียวที่มีเส้นเงาล่างเท่านั้น: ราคาปิดต่ำกว่าราคาเปิด แสดงว่าฝั่งขายมีอำนาจมากกว่าฝั่งซื้อ ทำให้ราคามีแนวโน้มจะลงต่อ

สี่กฎหลักในการวิเคราะห์กราฟแท่งเทียน

กฎข้อที่หนึ่ง: เข้าใจตรรกะของแท่งเทียน โดยไม่ต้องจำรูปแบบอย่างจำใจ

หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าต้องจำรูปแบบแท่งเทียนให้แม่นยำ ซึ่งไม่จำเป็นเลย แท้จริงแล้ว รูปแบบต่างๆ ของแท่งเทียนคือการแสดงราคาสี่จุดคือ ราคาเปิด, ราคาปิด, ราคาสูงสุด และ ราคาต่ำสุด ซึ่งการรวมกันของจุดเหล่านี้สร้างเป็นรูปแบบต่างๆ แต่ละรูปแบบก็สะท้อนสภาพตลาดที่แตกต่างกัน การวิเคราะห์โดยใช้ตรรกะพื้นฐาน เช่น “ราคาปิดอยู่ในตำแหน่งไหนเมื่อเทียบกับราคาเปิด” หรือ “ความยาวของเส้นเงาบอกอะไร” ก็เพียงพอแล้วที่จะเข้าใจความหมายของรูปแบบแท่งเทียน โดยไม่ต้องท่องจำแบบเป็นเชิงกล

กฎข้อที่สอง: ให้ความสนใจตำแหน่งของราคาปิดและความยาวของตัวแท่งเทียน

ตำแหน่งของราคาปิดสำคัญมาก: ถ้าราคาปิดอยู่ในระดับสูง แสดงว่าฝั่งซื้อเป็นฝ่ายควบคุมตลาด ถ้าราคาปิดอยู่ในระดับต่ำ แสดงว่าฝั่งขายเป็นฝ่ายควบคุม

เปรียบเทียบความยาวของตัวแท่งเทียน: การเปรียบเทียบความยาวของแท่งเทียนในปัจจุบันกับแท่งเทียนก่อนหน้า ช่วยวิเคราะห์แรงซื้อ-ขาย ถ้าแท่งเทียนปัจจุบันมีความยาวมากกว่ามาก (เช่นเป็นสองเท่าของแท่งก่อนหน้า) แสดงว่าฝั่งนั้นกำลังแข็งแกร่งขึ้น ถ้าความยาวใกล้เคียงกัน แสดงว่าทั้งสองฝ่ายอยู่ในสมดุลและตลาดอาจอยู่ในช่วงพักตัว

กฎข้อที่สาม: ระบุจุดสูงสุดและต่ำสุดของแนวโน้ม เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มหลักของตลาด

วิธีง่ายที่สุดคือการหาจุดสูงสุดและต่ำสุดของแนวโน้มในกราฟ แล้วสังเกตทิศทางของจุดเหล่านั้น

แนวโน้มขาขึ้น: จุดสูงสุดและต่ำสุดของแนวโน้มอยู่ในแนวโน้มที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เป็นช่องทางขาขึ้น ในลักษณะนี้ เทรดเดอร์ควรมองหาโอกาสซื้อ

แนวโน้มขาลง: จุดสูงสุดและต่ำสุดของแนวโน้มอยู่ในแนวโน้มที่ลดลงเรื่อยๆ เป็นช่องทางขาลง เทรดเดอร์ควรระวังความเสี่ยงที่จะขาดทุนเพิ่มเติม

แนวพักตัว (Sideways): จุดสูงสุดและต่ำสุดอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน ตลาดเคลื่อนไหวในช่วงแคบๆ ไม่มีแนวโน้มชัดเจน

การวาดเส้นแนวโน้ม (Trendline) เชื่อมจุดเหล่านี้จะช่วยให้มองภาพรวมของแนวโน้มตลาดได้ชัดเจนขึ้น

กฎข้อที่สี่: จับจุดเปลี่ยนของตลาดอย่างแม่นยำ เพื่อคว้าโอกาสทำกำไรสูงในความเสี่ยงต่ำ

การทำนายจุดกลับตัวของตลาดเป็นสิ่งสำคัญในการหาโอกาสเทรดที่ดี ขั้นตอนต่อไปนี้จะช่วยให้เทรดเดอร์วิเคราะห์จุดเปลี่ยนได้แม่นยำขึ้น:

ขั้นตอนแรก: รอให้ราคาทดสอบแนวรับหรือแนวต้านสำคัญ แล้วสังเกตว่าราคา breakout หรือไม่

ขั้นตอนที่สอง: สังเกตการเปลี่ยนแปลงของตัวแท่งเทียน เมื่อแท่งเทียนเล็กลงเรื่อยๆ และแนวโน้มอ่อนแรงลง รวมถึงใช้ตัวชี้วัดเช่น ปริมาณการซื้อขาย (Volume) หรือเครื่องมืออย่าง KD ก็ช่วยเสริมการวิเคราะห์

ขั้นตอนที่สาม: เมื่อแรงขายหรือแรงซื้อเริ่มเปลี่ยนแปลงและความสมดุลของแรงซื้อ-ขายเปลี่ยนไป ก็ให้ดำเนินกลยุทธ์ตามนั้น

ถ้าราคาอยู่ในบริเวณแนวต้านและแนวโน้มเริ่มเปลี่ยนเป็นลง เทรดเดอร์ควรระวังเป็นพิเศษ หากแท่งเทียนเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีเขียวในช่วงนี้ แสดงว่าฝั่งซื้ออ่อนแรงลงและฝั่งขายอาจจะครองตลาดในไม่ช้า ในกรณีนี้ ควรหาโอกาสเปิดออเดอร์ขายในกรอบเวลาสั้นๆ

ควรระวังเป็นพิเศษเมื่อแท่งเทียนถอยหลังและมีขนาดใหญ่ขึ้น แสดงว่าความกดดันขายกำลังเพิ่มขึ้น และแรงซื้อเริ่มอ่อนลง ในสถานการณ์นี้ไม่ควรเข้าออเดอร์ซื้อ

สองเทคนิคขั้นสูง: วิเคราะห์กราฟแท่งเทียนเหมือนเทรดเดอร์มืออาชีพ

เทคนิคหนึ่ง: จุดต่ำสุดของแนวโน้มขาขึ้น + ใกล้แนวต้าน = สัญญาณแรงซื้อที่แข็งแกร่ง

หลายเทรดเดอร์อาจกังวลว่าราคาที่เข้าใกล้แนวต้านแล้วจะเป็นจุดสูงสุดและอยากเปิดออเดอร์ขาย แต่ความแตกต่างสำคัญคือ:

เมื่อจุดต่ำสุดของแนวโน้มขาขึ้นค่อยๆ สูงขึ้นและราคายังเข้าใกล้แนวต้านอยู่ แสดงว่าฝั่งซื้อกำลังแข็งแกร่งและแรงซื้อยังคงผลักดันราคาขึ้นต่อเนื่อง ฝั่งขายยังอ่อนแอและไม่สามารถกดราคาลงได้ ในสถานการณ์นี้ ราคามีแนวโน้มจะทะลุแนวต้านและขึ้นต่อไป

ลักษณะนี้บนกราฟจะเป็นรูปแบบสามเหลี่ยมด้านบน (Ascending Triangle) ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าราคาจะยังคงขึ้นต่อไป

เทคนิคสอง: เมื่อโมเมนตัมเข้าสู่ภาวะซื้อมากเกินไปหรือขายมากเกินไป การกลับตัวมักจะเกิดขึ้น

เมื่อเครื่องมือวัดโมเมนตัมแสดงให้เห็นว่ามีการลดลงอย่างมาก แสดงว่ากำลังซื้อเริ่มอ่อนแรง ราคาก็จะเริ่มลดลงและแรงซื้อในตลาดก็ลดลงเช่นกัน การเกิดช่องว่าง (Gap) ในตลาดนี้เรียกว่า “ช่องว่างของสภาพคล่อง” (Liquidity Gap) ซึ่งบ่งชี้ว่าผู้เข้าร่วมตลาดไม่มั่นใจในแนวโน้มปัจจุบัน ตลาดจึงมีแนวโน้มจะเกิดการกลับตัว

เวลานี้เป็นจุดที่ดีในการหาโอกาสเทรดในทิศทางตรงกันข้าม

เทคนิคสาม: ระวัง Fake Breakout การเทรดสวนแนวเป็นกลยุทธ์ที่ชนะ

Fake breakout เป็นปรากฏการณ์ที่สร้างความสับสนให้เทรดเดอร์มือใหม่มากที่สุด: ตลาดทะลุจุดสูงสุดก่อนหน้าและเกิดแท่งเทียนบวกใหญ่ ทำให้เทรดเดอร์เข้าออเดอร์ซื้อ แต่ไม่นานตลาดก็กลับตัวและเกิดการขาดทุน

กุญแจสำคัญในการระบุ Fake Breakout คือ: การหาจุดสนับสนุนและแนวต้านที่แท้จริง เมื่อราคาทดสอบแนวต้านแล้วเกิดการย้อนกลับและไม่สามารถทะลุผ่านได้ ควรเปิดออเดอร์ในทิศทางตรงกันข้ามกับการทะลุ เช่น เปิดออเดอร์ขาย ซึ่งมักจะทำกำไรได้เมื่อแนวโน้มกลับตัว

การใช้แนวคิด “เทรดสวน” นี้จะช่วยเปลี่ยน Fake Breakout ให้กลายเป็นโอกาสทำกำไรจริง

สรุปเน้นๆ

การวิเคราะห์กราฟแท่งเทียนต้องจดจำหลักการสำคัญดังนี้:

◆ โครงสร้างพื้นฐานของแท่งเทียน (ตัวแท่ง, เส้นเงา, สี) และความหมายของรูปแบบต่างๆ เป็นรากฐานของการวิเคราะห์ ต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้

◆ การอ่านกราฟแท่งเทียนง่ายมาก แค่สนใจสองสิ่งคือ ตำแหน่งของราคาปิดและความยาวของตัวแท่งเทียน ไม่จำเป็นต้องท่องจำรูปแบบต่างๆ ให้มากมาย แค่สังเกตธรรมชาติของราคา ก็สามารถวิเคราะห์ได้อย่างคล่องแคล่ว

◆ จุดสูงสุดและต่ำสุดของแนวโน้มเป็นตัวบ่งชี้แนวทางตลาดโดยรวม เป็นข้อมูลสำคัญในการตัดสินใจ

◆ เมื่อแนวโน้มเคลื่อนไหวช้าหรือเกิดการพักตัวมากขึ้น แสดงว่าพลังของแนวโน้มเดิมกำลังอ่อนแรง ตลาดอาจจะเปลี่ยนทิศทาง

◆ จุดประสงค์สุดท้ายของการวิเคราะห์แท่งเทียนไม่ใช่การทำนายราคาที่แน่นอน แต่เป็นการหาโอกาสเทรดที่มีอัตราชนะสูงในความเสี่ยงที่ควบคุมได้

ดูต้นฉบับ
This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
  • รางวัล
  • แสดงความคิดเห็น
  • repost
  • แชร์
แสดงความคิดเห็น
0/400
ไม่มีความคิดเห็น
  • ปักหมุด