สามารถซื้อขายได้หรือไม่เมื่อหุ้นขึ้นขีดจำกัดบนและล่าง? กฎการซื้อขายและแนวทางการรับมือที่นักลงทุนควรรู้

อย่ารีบตามซื้อสูงขายต่ำ! เริ่มเข้าใจว่าการขึ้นจำกัดและหยุดขาดทุนคืออะไร

หลายเทรดเดอร์มือใหม่เมื่อเห็นราคาหุ้นขึ้นจำกัดหรือหยุดขาดทุนก็จะตกใจ ไม่รู้ว่าจะเข้าเทรดหรือรอดู จริงๆ แล้วสิ่งสำคัญคือการเข้าใจความหมายเบื้องหลังของปรากฏการณ์นี้ เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

เริ่มจากแนวคิดพื้นฐานที่สุด หุ้นขึ้นจำกัด หมายถึงราคาหุ้นได้ปรับตัวขึ้นไปถึงราคาสูงสุดที่กำหนดในวันนั้น ไม่สามารถปรับตัวขึ้นต่อได้; หยุดขาดทุนก็ตรงกันข้าม คือราคาหุ้นปรับตัวลงไปถึงราคาต่ำสุดที่กำหนดในวันนั้น ไม่สามารถลดลงได้อีก ตัวอย่างเช่น ในตลาดหุ้นไต้หวัน หุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และตลาดรอง ห้ามราคาขึ้นหรือลงเกิน 10% จากราคาปิดของวันก่อนหน้า ตัวอย่างเช่น หากปิดตลาดเมื่อวานที่ 600 บาท ราคาขึ้นจำกัดวันนี้จะเป็น 660 บาท และหยุดขาดทุนจะเป็น 540 บาท

ฉันจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นขึ้นจำกัดหรือหยุดขาดทุนบนหน้าจอ?

เมื่อคุณเห็นกราฟราคาหุ้นเป็นเส้นตรงเรียบ ไม่มีความผันผวน ก็แสดงว่าราคาหุ้นได้แตะขึ้นจำกัดหรือหยุดขาดทุนแล้ว ในอินเทอร์เฟซการเทรดของตลาดหุ้นไต้หวัน หุ้นที่ขึ้นจำกัดจะถูกเน้นด้วย พื้นหลังสีแดง ส่วนหุ้นหยุดขาดทุนจะเป็น พื้นหลังสีเขียว ทำให้แยกแยะได้ง่าย

นอกจากนี้ ข้อมูลในหน้าจอซื้อขายก็สามารถบอกได้เช่นกัน เมื่อราคาขึ้นจำกัด ฝั่งผู้ซื้อจะมีคำสั่งซื้อสะสมจำนวนมาก แต่ฝั่งผู้ขายแทบไม่มีคำสั่งขาย เพราะความต้องการซื้อสูงกว่าขาย ในทางตรงกันข้าม เมื่อราคาหยุดขาดทุน ฝั่งผู้ขายจะเต็มไปด้วยคำสั่งขาย ขณะที่ผู้ซื้อมีน้อยมาก

ราคาขึ้นจำกัดและหยุดขาดทุน ฉันยังสามารถสั่งซื้อขายได้ไหม?

คำตอบคือ: สามารถเทรดได้ทั้งคู่ แต่ขึ้นอยู่กับทิศทางและโชคของคุณ

ในช่วงราคาขึ้นจำกัด:

  • หากคุณต้องการ วางคำสั่งซื้อ อาจไม่สามารถทำรายการได้ทันที เพราะมีคำสั่งซื้อที่รออยู่เต็มแล้วในราคาขึ้นจำกัด
  • หากคุณต้องการ วางคำสั่งขาย ก็สามารถทำได้ทันที เพราะในขณะนี้แรงซื้อมีมากกว่าขาย

ในช่วงราคาหยุดขาดทุน:

  • หากคุณต้องการ วางคำสั่งซื้อ ก็สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว เพราะแรงขายมีมากและราคาลงต่อเนื่อง
  • หากคุณต้องการ วางคำสั่งขาย อาจต้องรอคิว เนื่องจากคำสั่งขายในราคาหยุดขาดทุนสะสมอยู่เต็มแล้ว

สิ่งสำคัญคือ ทั้งขึ้นจำกัดและหยุดขาดทุน ไม่ได้หยุดการเทรด การวางคำสั่งเป็นไปตามกติกาปกติ เพียงแต่ความเร็วในการทำรายการขึ้นอยู่กับอุปสงค์และอุปทาน

ทำไมราคาหุ้นถึงขึ้นจำกัด? ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดขึ้นมีอะไรบ้าง

เมื่อราคาหุ้นขึ้นจำกัด มักมีเหตุผลรองอยู่เบื้องหลัง ปัจจัยหลักๆ ได้แก่:

ข่าวดีมากระตุ้น — บริษัทประกาศผลประกอบการที่ดี (รายไตรมาส รายได้และ EPS โตอย่างมาก), ได้รับคำสั่งซื้อใหญ่ (เช่น TSMC ได้รับคำสั่งซื้อจาก Apple หรือ NVIDIA), หรือรัฐบาลออกนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรม (เช่น เงินสนับสนุนพลังงานสีเขียว โครงการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า) เงินทุนในตลาดก็จะไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมและหุ้นที่เกี่ยวข้องโดยตรง ทำให้ราคาพุ่งขึ้นไปถึงจุดสูงสุด

การเก็งกำไรในธีมฮอต — เงินในตลาดชอบตามเทรนด์ที่มาแรง เช่น หุ้นกลุ่ม AI ที่ความต้องการเซิร์ฟเวอร์พุ่งสูง ก็ทำให้ราคาขึ้นจำกัดอย่างรวดเร็ว หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีชีวภาพก็เป็นกลุ่มที่นิยมเก็งกำไรบ่อยๆ ช่วงปลายไตรมาสที่มีการทำบัญชี ผลงานของกองทุนและนักลงทุนหลักมักจะเน้นซื้อหุ้นกลุ่มออกแบบ IC และอิเล็กทรอนิกส์ขนาดกลางและเล็ก เพื่อทำผลงานให้ดีขึ้น เมื่อมีจุดไฟก็จะทะลุขึ้นไปถึงจุดสูงสุดทันที

เทคนิคด้านกราฟและแนวโน้ม — ราคาทะลุเขตพักตัวระยะยาวและมีปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้น หรือการกู้ยืมหุ้น (Short) ที่สูงเกินไปก็สามารถดึงดูดแรงซื้อเข้ามา ทำให้ราคาขึ้นไปต่อเนื่อง

กลุ่มทุนใหญ่ครองหุ้น — นักลงทุนต่างชาติและกองทุนต่างๆ ซื้อสะสมอย่างต่อเนื่อง หรือกลุ่มหลักครองหุ้นขนาดกลางและเล็กไว้แน่นหนา ตลาดก็ไม่มีหุ้นให้ขาย เมื่อมีแรงซื้อก็สามารถผลักราคาขึ้นไปถึงจุดสูงสุดได้ง่าย

ทำไมราคาหุ้นถึงหยุดขาดทุน? สัญญาณเตือนภัยเบื้องหลัง

ในทางตรงกันข้าม ราคาหุ้นหยุดขาดทุนมักสะท้อนความหวาดกลัวและความเสี่ยงในตลาด:

ข่าวร้ายกระทบหนัก — ผลประกอบการแย่ (ขาดทุนเพิ่มขึ้น, อัตรากำไรลดลง), เกิดวิกฤตในบริษัท (การปลอมแปลงข้อมูล, ผู้บริหารมีคดีความ), หรืออุตสาหกรรมโดยรวมเข้าสู่ภาวะถดถอย ก็จะมีแรงขายออกมามาก ทำให้ราคาหุ้นลงไปหยุดขาดทุนได้ง่าย

อารมณ์ตลาดแย่ลงโดยรวม — เมื่อเกิดความเสี่ยงระบบ (เช่น COVID-19 ในปี 2020) หลายหุ้นก็จะร่วงลงไปหยุดขาดทุนพร้อมกัน ตลาดหุ้นต่างประเทศก็ส่งผลกระทบ เช่น ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงแรง ก็จะทำให้หุ้นเทคโนโลยีในไทยโดนขายจนหยุดขาดทุนตาม

กลุ่มนักลงทุนหลักเทขายและการใช้เงินกู้ (Margin Call) — กลุ่มหลักขายหุ้นทำกำไรแล้วเริ่มปล่อยของออกมา หุ้นร้อนแรงก็เริ่มเทขายตาม สุดท้ายก็เกิดการบังคับขายหุ้น (Forced liquidation) เช่นในปี 2021 ที่หุ้นกลุ่มขนส่งเรือสินค้าเจอภาวะล่มสลาย นักลงทุนรายย่อยที่ไม่ทันหนี ก็ถูกบังคับขายหุ้นจนหยุดขาดทุน

เทคนิคด้านกราฟ — ราคาหลุดเส้นแนวรับสำคัญ เช่น เส้นค่าเฉลี่ยรายเดือนหรือรายไตรมาส ทำให้เกิดแรงขายตามและราคาก็อาจร่วงลงไปหยุดขาดทุน หรือมีการซื้อขายปริมาณมากและแท่งเทียนเป็นสีดำ (อาจเป็นสัญญาณกลยุทธ์เทขายของกลุ่มหลัก) ก็ทำให้ราคาหุ้นร่วงลงจนหยุดขาดทุนได้ง่าย

ตลาดหุ้นไต้หวันกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ: กลไกการจำกัดการเทรดแตกต่างกันอย่างไร

ตลาดหุ้นไต้หวันมีระบบขึ้นจำกัดและหยุดขาดทุน แต่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ แตกต่างอย่างสิ้นเชิง เพราะใช้กลไก ระบบหยุดชะงัก (Circuit Breaker) ซึ่งเป็นการหยุดเทรดอัตโนมัติ เมื่อราคามีความผันผวนสูงเกินกว่าที่กำหนด ระบบจะหยุดการเทรดชั่วคราวเพื่อให้ตลาดสงบก่อนเปิดใหม่อีกครั้ง

กฎหยุดชะงักของตลาดสหรัฐฯ:

  • หากดัชนี S&P 500 ร่วงเกิน 7% จะหยุดเทรดเป็นเวลา 15 นาที
  • หากร่วงเกิน 13% ก็หยุดอีก 15 นาที
  • หากร่วงเกิน 20% ก็ปิดตลาดทั้งวัน

กฎหยุดชะงักของหุ้นรายตัว:

  • หากหุ้นตัวใดขึ้นลงเกิน 5% ภายใน 15 วินาที จะถูกหยุดเทรดชั่วคราว
  • ระยะเวลาหยุดและเกณฑ์จะปรับตามประเภทของหุ้น

เมื่อเจอขึ้นจำกัดหรือหยุดขาดทุน ควรทำอย่างไร?

ขั้นตอนแรก: ตั้งสติและวิเคราะห์อย่างใจเย็น อย่าหลงตามตลาด

เทรดเดอร์มือใหม่มักทำผิดพลาดคือการตามซื้อสูงขายต่ำ เมื่อเห็นขึ้นจำกัดก็อยากเข้าไปซื้อทันที เมื่อเห็นหยุดขาดทุนก็รีบขายออก สิ่งที่ควรทำคือการเข้าใจให้ดีว่า ทำไมราคาถึงขึ้นจำกัดหรือหยุดขาดทุน

ถ้าหุ้นร่วงหยุดขาดทุน แต่บริษัทไม่มีปัญหาอะไร เพียงแค่ตลาดอารมณ์ชั่วคราวหรือปัจจัยระยะสั้น ก็มีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวในอนาคต วิธีที่ดีที่สุดคือ ถือครองหรือวางกลยุทธ์ลงทุนแบบระมัดระวัง

ในทางตรงกันข้าม เมื่อราคาขึ้นจำกัดก็อย่ารีบเข้าไปซื้อ ควรตรวจสอบว่ามีข่าวดีสนับสนุนจริงหรือไม่ ข่าวดีนั้นสามารถผลักดันราคาขึ้นต่อเนื่องได้หรือไม่ ถ้าข่าวไม่แน่นอนหรือไม่เพียงพอ การรอจังหวะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

ขั้นตอนที่สอง: มองหาโอกาสในหุ้นกลุ่มเดียวกันหรือตลาดต่างประเทศ

เมื่อหุ้นตัวใดขึ้นจำกัดด้วยข่าวดี ควรพิจารณาซื้อหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน หรือลงทุนในหุ้นในตลาดต่างประเทศ เช่น เมื่อ TSMC ขึ้นจำกัด หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์อื่นๆ ก็จะตามมา

นอกจากนี้ หลายบริษัทในไทยก็มีหุ้นในตลาดต่างประเทศ เช่น TSMC(TSM) ก็สามารถซื้อขายผ่านตัวแทนหรือโบรกเกอร์ต่างประเทศได้ เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มความคล่องตัวในการลงทุน

ขั้นตอนที่สาม: สร้างนิสัยบริหารความเสี่ยง

ไม่ว่าจะเป็นขึ้นจำกัดหรือหยุดขาดทุน ควรมีแผนการลงทุนที่มีวินัย กำหนดจุดเข้า จุดออก และจุดตัดขาดทุนอย่างชัดเจน อย่าให้ความรู้สึกตลาดมาควบคุมการตัดสินใจ การตัดสินใจอย่างมีเหตุผลและระมัดระวังจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาว

ดูต้นฉบับ
This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
  • รางวัล
  • แสดงความคิดเห็น
  • repost
  • แชร์
แสดงความคิดเห็น
0/400
ไม่มีความคิดเห็น
  • ปักหมุด