38.22K درجة الشعبية
70.34K درجة الشعبية
238.89K درجة الشعبية
15.84K درجة الشعبية
101.68K درجة الشعبية
## เมื่อเงินหดตัว นักลงทุนต้องรู้ว่าลงทุนเพื่ออะไร
ช่วงที่ราคาสินค้าและบริการไม่หยุดปรับลงทีละน้อย สภาวะเศรษฐกิจกำลังส่งสัญญาณเตือนว่าเราอาจเข้าสู่ช่วง deflation หรือภาวะเงินฝืด ปัญหาคือนักลงทุนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร มาทำความเข้าใจกับเรื่องนี้กันให้ชัดเจนและนำไปปรับใช้ได้จริง
## ภาวะเงินฝืด คืออะไร กับภาวะเงินเฟ้อต่างกันยังไง
เมื่อพูดถึง deflation หรือภาวะเงินฝืด ก็หมายถึงสภาวะที่ระดับราคาในภาพรวมไม่หยุดลดลง เป็นปรากฏการณ์ตรงข้ามกับภาวะเงินเฟ้อ (inflation) ที่เราเคยได้ยินกันมา
ในช่วง deflation มูลค่าของเงินจำนวนเดียวกันจะมีอำนาจซื้อเพิ่มสูงขึ้น นั่นคือด้วยเงิน 100 บาท เดิมซื้อของได้ 2 ชิ้น หลังจากเกิด deflation ด้วยเงินเท่ากันนั้น เราสามารถซื้อได้ 3 ชิ้นแทน
แต่สิ่งที่ต้องรู้คือการที่ราคาลดลงหมายถึงค่าเฉลี่ยโดยรวมลดลง ไม่ใช่ว่าทุกสินค้าจะถูกลงหมด บางรายการอาจยังคงแพงอยู่ บางรายการก็ปรับลงมากกว่า
## เมื่อไหร่ที่ deflation มักเกิดขึ้น
การเกิด deflation ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับช่วงที่เศรษฐกิจกำลังไม่ดี โดยมีหลายปัจจัยหนุนเข้า
**จากด้านอุปทาน** เมื่อการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน หรือมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำลง ผู้ผลิตจึงลดราคาลง
**จากด้านอุปสงค์** เมื่อความต้องการซื้อลดลง เพราะกำลังซื้อของประชาชนเสื่อมถอย หรือเกิดจากการเพิ่มขึ้นของภาระหนี้ส่วนบุคคล การว่างงาน และการที่สถาบันการเงินเข้มงวดเรื่องการให้เครดิต
**จากนโยบายผิดพลาด** เมื่อรัฐบาลจัดเก็บภาษีสูงเกินไป ลดเงินสดสำรองของธนาคารกลางได้ไม่พอ หรือออกนโยบายการคลังที่ตรงข้ามกับความต้องการของตลาด
**จากการไหลออกของทุน** เมื่อมีการส่งเงินออกนอกประเทศอย่างต่อเนื่อง ทำให้สภาพคล่องทางการเงินขาดแคลน
## ประวัติศาสตร์เตือน: The Great Depression
ประเทศสหรัฐประสบการ deflation ที่รุนแรงที่สุดในช่วง The Great Depression (ช่วงต้นพ.ศ. 2515) เมื่อตลาดหุ้นร่วงลงอย่างหนักในวันที่ 4 กันยายน 2515 ซึ่งถูกเรียกว่า "Black Tuesday"
ผลกระทบแสดงออกมาในตัวเลขที่น่ากังวล: GDP โลกตกลงกว่า 15% ในเพียง 3 ปี ปริมาณการค้าระหว่างประเทศลดลงเกินกว่า 50% อัตราการว่างงานในสหรัฐพุ่งขึ้นสูงถึง 23% บางประเทศถึง 33% และราคาพืชผลทางการเกษตรหล่นลงต่ำกว่า 60%
ผลเสียเหล่านั้นยังคงดำเนินต่อไปจนถึงช่วงต้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า deflation ที่รุนแรงสามารถสร้างความเสียหายระยะยาวต่อเศรษฐกิจได้
## เศรษฐกิจถดถอยกับ deflation มีความสัมพันธ์กันไหม
ใช่แล้ว เมื่อเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย (recession) นั่นหมายความว่า GDP ติดลบติดต่อกันสองไตรมาส กิจกรรมเศรษฐกิจชะลอตัว ลูกค้ามีเงินซื้อสินค้าน้อยลง ผู้ประกอบการจึงต้องลดราคาตามไปเพื่อเพิ่มการซื้อ
แต่ที่ร้ายแรงคือ เมื่อประชาชนเห็นราคาลดลง พวกเขาจึงรอให้ราคาถูกลงไปอีก ผู้ประกอบการจึงต้องลดราคาต่อไป เกิดเป็นวงจร deflationary spiral ที่เพิ่มความซบเซาให้กับเศรษฐกิจ เมื่อธุรกิจต้องลดต้นทุน พวกเขาก็เลิกจ้างพนักงาน การว่างงานเพิ่มขึ้น กำลังซื้อลดลงอีกรอบ
## สถานการณ์ประเทศไทย ป้อมปราการสุดท้ายหรือเรียบร้อยแล้ว
จากข้อมูลอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยที่ติดลบมาหลายเดือนติดต่อกัน ตั้งแต่ช่วงเมษายน 2563 ลดลงร้อยละ 2.99 (YoY) บางคนอาจคิดว่าประเทศไทยเข้า deflation แล้ว
แต่นักวิเคราะห์จากธนาคารแห่งประเทศไทยแสดงว่าประเทศไทยยังไม่ตรงตามเงื่อนไขนิยามของ deflation ที่สมบูรณ์ เพราะ:
อัตราเงินเฟ้อแม้ติดลบแต่ยังไม่ลดลงต่อเนื่อง ล่าสุดมีแนวโน้มพลิกตัวสูงขึ้นจาก -1.7% ในปีที่ 63 เป็น 0.9% ในปีที่ 64
ราคาสินค้าส่วนใหญ่ (ประมาณ 70%) ยังคงราคาเดิมหรือเพิ่มขึ้น มีเพียงบางรายการเท่านั้นที่ลดลง
ดัชนีนำไปของเศรษฐกิจโลก (Global LEI) มีแนวโน้มขาลง คาดว่า 2566 อาจเผชิญความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยมากขึ้น ซึ่งต้องติดตามความพัฒนา
## ผลกระทบ deflation ต่ออนุบาลการณ์ที่แตกต่างกัน
**ใครได้เปรียบ**
ผู้ที่มีรายได้ประจำและเจ้าหนี้ เงินสดของพวกเขามีอำนาจซื้อเพิ่มขึ้น หากใครเป็นเจ้าหนี้ ลูกหนี้ต้องใช้ประหยัดมากขึ้นในการชำระหนี้ ท่านจึงได้ประโยชน์
**ใครเสียประโยชน์**
ผู้ประกอบการ ลูกค้าจับจ่ายน้อยลง ส่วนต่างกำไรหดตัว บางคนต้องลดการจ้างงาน ทำให้อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น ผู้ที่มีรายได้จากกำไรและลูกหนี้ก็เสียหาย
## รัฐจะแก้ปัญหา deflation ได้อย่างไร
**ด้านการเงิน**
ธนาคารกลางลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง เพื่อให้สถาบันการเงินยินดีให้เครดิตมากขึ้น ลดอัตราเงินสดสำรองของธนาคาร เพื่อให้มีเงินสดไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ซื้อตราสารจากตลาดเพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน
**ด้านการคลัง**
เก็บภาษีให้น้อยลงเพื่อให้ประชาชนเหลือเงินใช้จ่าย ใช้งบประมาณแบบขาดดุล เพิ่มค่าใช้จ่ายรัฐบาลมากขึ้น ลดค่าน้ำ ค่าไฟ เพื่อบรรเทาโหลดที่ประชาชน สนับสนุนการลงทุนในภาครัฐและเอกชน เพื่อเกิดการจ้างงานและหมุนเวียนเงิน
## ลงทุนอะไรดีในช่วง deflation
**ตัวเลือกที่ 1: ถือเงินสด**
ในช่วง deflation เงินสดมีอำนาจซื้อเพิ่มสูงขึ้น ถือมันไว้แล้วยิ่งคุ้มค่า ขณะเดียวกัน ให้โอกาสแก่นักลงทุนที่มีเงินสดพร้อม ที่จะเข้าหุ่นเมื่อราคาถูกที่สุด
**ตัวเลือกที่ 2: ตราสารหนี้**
เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยลดดอกเบี้ยลง มูลค่าของตราสารหนี้เก่า (ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า) จะเพิ่มขึ้น ปัญหาคือต้องเลือกตราสารหนี้ที่น่าเชื่อถือเท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงการผิดนัดชำระ
**ตัวเลือกที่ 3: หุ้นที่แข็งแกร่ง**
ไม่ใช่ว่าหุ้นทั้งหมดจะตกต่ำเท่าๆกัน บริษัทที่มีโมเดลธุรกิจเข็ด ราคาอาจจะไม่ลดลงมากนัก ลงทุนในธุรกิจที่จำเป็น เช่น อาหาร น้ำ ยา อยู่อาศัย หากประชาชนต้องใช้ตลอด ความต้องการจึงไม่ตกต่ำมากนัก
**ตัวเลือกที่ 4: อสังหาริมทรัพย์**
ในสภาวะ deflation ผู้ขายบ้านหลายคนเร่งขาย จึงเต็มใจปรับลดราคา นักลงทุนท่านที่มีเงินเหลือ อาจเลือกซื้อไว้เก็งกำไรเพื่อคอยรอเศรษฐกิจฟื้น
**ตัวเลือกที่ 5: ทองคำ**
ราคาทองคำมักดิ่งไปตามเศรษฐกิจในภาพรวม แต่ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าภายในตัวเอง ผู้ลงทุนสามารถซื้อทองคำถูกๆตอนนี้ แล้วรอเศรษฐกิจฟื้น
วิธีการหนึ่งที่นิยมคือการเทรด CFD ทองคำ โดยนักลงทุนสามารถ "เก็งกำไรจากการขึ้น-ลง" ของราคาได้ โดยไม่จำเป็นต้องซื้อของจริง เพียงแค่เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ CFD ดาวน์โหลดแพลตฟอร์มเทรด แล้วก็สามารถเริ่มต้นได้
**ตัวเลือกที่ 6: ขาย Short หุ้น**
วิธีนี้ยังไม่ได้รับความนิยมมากนัก แต่คุณอาจยืมหุ้นมาขายออกไป เมื่อราคาหุ้นลดลงแล้วจึงซื้อหุ้นกลับคืนให้ผู้ให้ยืม ทำกำไรจากส่วนต่างราคา
## กลยุทธ์การบัญชีในช่วง deflation
หากต้องการให้ผ่านช่วงนี้ไปได้ดี ควรทำ 3 สิ่งนี้
**ประการแรก: หา Asset ที่ทำให้เงินมีค่า**
ในสภาวะ deflation เงินสดคือราชา เก็บไว้ให้สามารถเข้าลงทุนได้เมื่อกำหนดราคา
**ประการที่สอง: ศึกษาแบ่งหนึ่ง ตัวแบ่งเก็บ**
เมื่อเศรษฐกิจผันผวน ไม่ควรเอาเงินทั้งหมดลงไปในหนึ่งตัวเลือก แบ่งพอร์ตโฟลิโอ เช่น 40% เงินสด 30% หุ้น 20% ทองคำ 10% ตราสารหนี้ เป็นต้น
**ประการที่สาม: ตัดขาดทุน ไม่ให้เสียเกินไป**
กำหนดระดับ Stop Loss ไว้ก่อนเข้าลงทุน เมื่อขาดทุนถึงจุดนั้นแล้ว ให้ออกจากตำแหน่งเสียทันที อย่ารอให้ขาดทุนลึกกว่านั้น
## สรุป: Deflation ไม่ใช่จุดจบ คือจุดเปลี่ยน
**ภาวะเงินฝืด** ย่อมเป็นสภาวะที่ไม่ดี แต่มันไม่ใช่จุดจบของเศรษฐกิจ มันเป็นการทดสอบความสามารถในการบริหารจัดการเงิน
ผู้ที่เข้าใจหลักการ deflation และมีแผนการลงทุนที่ชัดเจน มักจะออกจากช่วงนี้ได้ดีกว่า บางคนถึงกำไรด้วยซ้ำ ขณะที่คนสุ่มสี่สุ่มห้า อาจเสียหายไปแล้ว
สำคัญคือต้องรู้ว่าต้องลงทุนอะไร ที่ไหน เวลาไหน และเมื่อไหร่ที่ต้องถอนตัว นั่นแหละคือเอกลักษณ์ของนักลงทุนที่ฉลาด